- In: How-to
- 5 Comments
ในเบื้องต้นอาสาที่ประสงค์จะผลิตหนังสือเสียงด้วยตนเองจากที่บ้าน
สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้เลยครับ
1) คลิก http://we2blind.com/download/
2) Download คู่มือ “อ่านอย่างไรให้ถูกต้องและน่าฟัง” และศึกษา
3) Download โปรแกรม “Obi 1.2” และทำการติดตั้งลงที่เครื่อง
4) Download คู่มือ “คู่มือการใช้โปรแกรม Obi 1.2” และศึกษา
5) ทดลองใช้งานโปรแกรม Obi ให้พอเข้าใจ
6) ดูวิดีโอสาธิตการใช้ Obi ผลิตหนังสือเสียงที่ http://we2blind.com/videos
โดยอาสาสามารถทดลองเรียนรู้ตามขั้นตอนด้านบนก่อนนะครับ
หากติดขัดตรงไหน สามารถติดต่อพวกเราได้ทาง Twitter และ Facebook
หรือคลิ๊ก Leave a Comment ในหน้าเว็บไซต์นี้เลยก็ได้ครับ
หมายเหตุ – ขั้นตอนการจองหนังสือและจัดส่งไฟล์เสียงที่ผลิตเสร็จแล้ว
ได้มีการอธิบายไว้ใน “คู่มือการใช้โปรแกรม Obi 1.2″ แล้วครับ
.
มาแล้วครับ หนังสือเสียง “ไม่มาเกิดมาตายเรียกว่า ชาติสุดท้าย“
ซึ่งเป็นหนังสือที่ระลึกพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร
พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ณ วัดป่าเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2554
ท่านใดสนใจ อ่านรายละเอียดได้ ที่นี่
และสามารถใช้บริการได้ที่ห้องสมุดคนตาบอดฯ หรือโทร 1414 ได้แล้วครับ
เล่มนี้อ่านโดย คุณศักดา สรรพปัญญาวงศ์
อาสาสมัครที่ร่วมอบรมกับ We2Blind ในครั้งที่ 1 ครับ
หลังจากที่ใช้เวลาหลายต่อหลายเดือน ในการแก้ไขหนังสือเสียง “คนสองวิญญาณ“
ให้มีคุณภาพเพียงพอ ต่อการบรรจุเข้าเป็นหนังสือเสียงสำหรับให้บริการในห้องสมุดคนตาบอด
วันนี้ทางห้องสมุด ก็ได้รับหนังสือคนสองวิญญาณเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้วครับ
เพื่อนๆ ที่สนใจฟัง (อ่าน) สามารถขอใช้บริการได้ที่ห้องสมุดคนตาบอดฯ
หรือโทร 1414 เพื่อเข้าไปรับฟังได้เลยครับ…
ฟังแล้ว อย่าลืมมาแสดงความคิดเห็น ติชม
หรือให้กำลังใจอาสาที่อ่านหนังสือเล่มนี้นะครับ => คลิ๊กที่นี่เพื่อแสดงความคิดเห็น
ปล. หนังสือ “คนสองวิญญาณ” แต่งโดย สรจักร เป็นหนังสือที่อาสาสมัครที่ร่วม
งานอบรมผลิตหนังสือเสียงกับ We2Blind ครั้งที่ 2 (20 พ.ย. 53) อ่านร่วมกันในวันฝึกอบรม
We2Blind ในงาน VolunteerConnex
Posted on: 12 April 2011
เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 54 ที่ผ่านมา
กลุ่ม We2Blind ได้มีโอกาสร่วมออกบูธในงาน Volunteer Connex
เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งในประเทศไทยและประเทศญึ่ปุ่น
ซึ่งจัดขึ้น ณ Siam Center / Siam Discovery
งานนี้บูธของเราแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ
1. มุมหนังสือเสียง We2Blind
ซึ่งมีการสาธิตวิธีการผลิตหนังสือเสียง และอธิบายขั้นตอนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
และก็ถือโอกาสเชิญชวนแขกที่แวะเข้ามาเยี่ยม
ให้มาร่วมผลิตหนังสือเสียงด้วยกันไปในตัว
2. มุมนามบัตรอักษรเบรลล์
มุมนี้ต้องถือว่าฮิตที่สุด เพราะมีพี่ๆ น้องๆ ตาบอดมาช่วยกันทำนามบัตรด้วยอักษรเบรลล์
เป็นของที่ระลึกให้กับทุกท่านที่เข้ามาร่วมบริจาคช่วยผู้ประสบภัยที่บูธ
งานนี้ หลายท่านนอกจากจะได้นามบัตรแล้ว ยังได้รู้จักเครื่องมือในการเขียนอักษรเบรลล์
คือ สเลท และสไตลัส ไปด้วย
3. มุมของรักของหวงคนตาบอด
มุมนี้มีของใช้ต่างๆ ที่พี่น้องตาบอดใช้งานจริงๆ มาโชว์และสาธิตให้ดู อาทิ
หนังสือเบรลล์ หนังสือภาพนูน นาฬิกาข้อมือเบรลล์ ลูกคิด
แสตมป์เบรลล์ พิมพ์ดีดอักษรเบรลล์ ฯลฯ
เพื่อนๆ สามารถชมภาพกิจกรรมทั้งหมดได้โดย คลิ๊กที่นี่ ครับ
พี่ปอม - ตัวแทนคนตาบอดพูดถึงหนังสือเสียงและกล่าวขอบคุณอาสา
ในวันขอบคุณอาสาสมัคร ครั้งที่ 10 จัดขึ้นเมื่อ 27 ก.พ. 54
ที่ห้องสมุดคนตาบอดและผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์แห่งชาติ
- ติดตามอ่านบล๊อคของพี่ปอมได้ที่ http://nupomme.exteen.com ครับ -
พี่เรณู - ตัวแทนคนตาบอดพูดถึงหนังสือเสียงและกล่าวขอบคุณอาสา
ในวันขอบคุณอาสาสมัคร ครั้งที่ 10 จัดขึ้นเมื่อ 27 ก.พ. 54
ที่ห้องสมุดคนตาบอดและผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์แห่งชาติ
วันขอบคุณอาสาสมัคร ครั้งที่ 10
Posted on: 27 February 2011
ในวันนี้ (27 ก.พ. 54) ทีมงาน We2Blind ได้มีโอกาสไปร่วมงานที่วิเศษที่สุดงานหนึ่ง
นั่นคืองาน “วันขอบคุณอาสาสมัคร” ซึ่งจัดขึ้น
ณ บริเวณชั้น 1 ของห้องสมุดคนตาบอดและผู้พิการทางสื่อสิ่งพิมพ์แห่งชาติ
.
.
สำหรับงานวันขอบคุณอาสาสมัครนั้น จัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี
เพื่อเปิดโอกาสให้อาสาสมัครอ่านหนังสือเสียง และพี่น้องคนตาบอด ได้พบปะพูดคุยกัน
คล้ายๆ กิจกรรม Meet & Greet กันเลยทีเดียวครับ เพราะงานนี้
คนตาบอดก็ได้โอกาสพบปะกับอาสาฯ ที่เป็นขวัญใจของตนเอง
ในขณะที่อาสาเองก็ได้มีโอกาสรับฟังข้อคิดเห็นและ feedback จากผู้อ่านหนังสือเสียงตัวจริง
.
โดยงานขอบคุณอาสาสมัครครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 10 แล้วครับ
สำหรับคำขวัญหรือสโลแกนของงานก็คือ
“Share for Change” ซึ่งผมขออนุญาตแปลเป็นภาษาไทยว่า
“แบ่งปันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง” นะครับ
.
.
วันนี้งานเริ่มตอนประมาณ 11 โมง ซึ่งทีมงาน We2Blind ก็ไปสายเล็กน้อยครับ
แต่มาถึงก็ยิ้มได้ เพราะได้เจอกับพี่ๆ เจ้าหน้าที่ของทางห้องสมุดฯ
ที่ยิ้มแย้มต้อนรับพวกเราอย่างเป็นมิตร… แม้พวกเราจะไม่ค่อยรู้จักใคร
แต่ก็ไม่รู้สึกแปลกแยก… กลับรู้สึกอบอุ่นมากกว่า
.
.
วันนี้มีอาหารกลางวันเลี้ยง อย่างอิ่มหนำสำราญครับ
ทั้งคนตาบอด คนตาดี พวกเราทานอาหารกลางวันด้วยกันอย่างมีความสุข
เพราะอาหารอร่อยมากๆ (โดยเฉพาะทอดมัน ซึ่งทีมงานชอบเป็นการส่วนตัว)
.
.
เมื่อทานอาหารและพูดคุยกันได้ที่แล้ว ก็เริ่มเข้าสู่พิธีการ
พี่ๆ อาสาก็นั่งกันประจำที่ครับ… งานนี้ต้องเรียกพี่ๆ จริงๆ เพราะว่าอาสาแต่ละท่านนั้น
เต็มเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ ทั้งในงานหนังสือเสียง รวมทั้งงานด้านจิตอาสาอื่นๆ
บางท่านเป็นอาสามาแล้วร่วม 10 ปี และมีผลงานหนังสือเสียงกว่า 300 เล่มก็มีครับ
ซึ่งทีมงาน We2Blind ซึ่งเป็นน้องใหม่ในงานด้านนี้ ก็ขอมองพี่ๆ เป็นแบบอย่างนะครับ
ได้รู้จักพี่ๆ แล้ว ทำให้รู้สึกฮึกเหิม ที่จะผลิตหนังสือเสียงขึ้นเยอะ
.
.
งานในวันนี้ เราได้ คุณกันต์ พลสงคราม หรือพี่กันต์
ซึ่งเป็นวิทยากรสอนเทคนิคการอ่านภาษาไทย
ในงานอบรมอาสาครั้งที่ 1 และ 2 ของกลุ่ม We2Blind มาทำหน้าที่เป็นพิธีกรให้
ทำให้บรรยากาศของงาน เป็นไปอย่างสนุกสนาน เพราะพี่กันต์ยิงคำถามเด็ดๆ สนุกๆ
อยู่เป็นระยะๆ ทำเอาพวกเราลืมเวลาไปเลยครับ (พิสูจน์ได้จากวิดีโอด้านล่าง)
.
.
ลำดับต่อไป เราได้รับเกียรติจากนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
อาจารย์มณเฑียร บุญตัน เป็นประธานกล่าวเปิดงานในวันนี้
ซึ่งอาจารย์กล่าวเปิดงานได้ดีมากๆ ครับ เนื้อหาอาจจะยาวไปซักหน่อย
แต่ก็อยากให้ทุกท่านได้รับฟังจากวิดีโอด้านล่างนี้นะครับ
เมื่อฟังแล้วผมเชื่อว่าท่านจะเข้าใจถึงความจำเป็นของหนังสือเสียงได้ดีขึ้น
และถ้าท่านกำลัง ลังเลๆ หรือคิดอยากเป็นอาสาอ่านหนังสือเสียงอยู่
ฟังอาจารย์มณเฑียรแล้ว จะตัดสินใจได้เลยครับ
.
.
หลังจากที่อาจาร์มณเทียรกล่าวเปิดงานเสร็จ ก็ถึงเวลาที่รอคอยครับ
เพราะอาสาฯ จะได้รับฟัง feedback จากตัวแทนพี่น้องคนตาบอด
ที่มาร่วมงานในวันนี้ ซึ่งบอกได้เลยครับ ว่าในฐานะอาสามือใหม่
ฟังแล้วทำให้พวกเรามีกำลังใจในการผลิตหนังสือเสียงมากๆ
อาสาหลายท่าน เป็นที่จดจำของพี่คนตาบอด
วันนี้วันดี ก็มีโอกาสได้มาพบเจอกันตัวเป็นๆ
ผมเห็นภาพอาสาเดินออกไปโอบกอด หรือจับมือกับพี่ๆ คนตาบอด
แล้วก็ปลื้มใจครับ…
ในใจก็เกิดความคิดว่า ถ้าตัวเราเองเป็นอาสาผลิตหนังสือเสียงได้อย่างต่อเนื่อง
วันนึง ก็คงจะมีพี่ๆ คนตาบอดจดจำเราได้ และอยากเจอเราด้วยเหมือนกัน
หลังจากฟังพี่ๆ ตาบอดพูดถึงหนังสือเสียงในวันนี้แล้ว
ยิ่งทำให้รู้ว่างานอ่านของพวกเรามันมีคุณค่าและทำประโยชน์ได้จริงๆ ครับ
เสียดายที่ผมไม่สามารถจะบรรยาย ข้อความทั้งหมดได้
แต่ผมรับปากว่าจะนำวิดีโอของพี่ๆ คนตาบอดแต่ละท่าน ที่พูดถึงอาสา
มาโพสให้รับชมบนเว็บไซต์ We2Blind จนครบทุกท่านแน่นอนครับ
สำหรับวันนี้ ผมขอยกมาท่านนึงก่อน ตามวิดีโอด้านล่างนี้เลยครับ
พี่ตาบอดท่านนี้ชื่อ “พี่นุ้ย” ครับ
.
.
เมื่อคนตาบอดได้พูดคุยกับอาสาฯ เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่อาสาจะได้ทักทายคนตาบอด
และทำความรู้จักกันเองบ้างนะครับ งานนี้อาสาทุกคนที่มาร่วมงาน
ได้แนะนำตัวเอง และพูดถึงความรู้สึก และประสบการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่
เสียดายที่ผมไม่สามารถบันทึกวิดีโอของทุกท่านมาได้
เพราะอาสามากันเยอะมากๆ ครับ
.
.
ก่อนที่งานวันขอบคุณอาสาจะจบลงในวันนี้ พวกเราก็ได้มีโอกาส “สอยดาว”
เพื่อรับของรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ครับ… แต่เล็กๆ น้อยๆ นี่ ผู้เข้าร่วมงานแต่ละท่าน
ก็ได้ของที่ระลึกติดไม้ติดมือกลับบ้านกันจนต้องแจกถุงพลาสติกให้ใส่กันทีเดียวครับ
.
.
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรานะครับ สักประมาณบ่าย 3 โมงครึ่ง
ก็ถึงเวลาอันสมควร พี่กันต์ ก็เชิญ พี่นิรมล เปี่ยมอุดมสุข
ประธานชมรมอาสาสมัครเพื่อนคนตาบอด ขึ้นกล่าวปิดงาน
ก่อนที่อาสาและพี่ๆ คนตาบอดจะทยอยกลับบ้าน
ในขณะที่อาสาและพี่ๆ ที่ยังไม่รีบกลับ ก็มีกิจกรรม “คาราโอเกะ” กันต่อ
อย่างสนุกสนาน… จนกลายเป็นงานเต้นรำได้ยังไงก็ไม่รู้ ^_^
สำหรับงานในวันนี้ พวกเรา We2Blind ก็ต้องขอขอบคุณ
ชมรมอาสาสมัครเพื่อนคนตาบอด มากๆ ครับ ที่ให้โอกาสพวกเรา
เด็กๆ กลุ่มเล็กๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย… ไม่ใช่แค่เรื่องงานวันนี้นะครับ
แต่ในงานอบรมตลอดทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาของ We2Blind ด้วย
ถ้าไม่ได้พี่ๆ มาช่วย และถ้าไม่ได้รับความคิดและคำปรึกษาดีๆ
เราคงไม่สามารถจัดงานสำเร็จลุล่วงไปได้ถึง 3 ครั้ง
ขอบคุณพี่ๆ เจ้าหน้าที่ของห้องสมุดคนตาบอดฯ เช่นกันครับ
ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับอาสาที่ร่วมอบรมกับ We2Blind
บางเรื่องพวกเราอาจจะถามเยอะ เพราะยังใหม่และไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก
แต่ผมเชื่อว่างานขยายฐานอาสาสมัครที่ We2Blind กำลังทำอยู่
น่าจะเป็นสิ่งที่ดี และมาถูกทาง…
ต้องขอให้พี่ๆ ช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้พวกเราด้วยนะครับ
บทความต่อไปนี้ เป็นบทความที่เขียนโดยพี่เก๋ @touchkay
ซึ่งเป็นตัวแทนคนตาบอดที่มาร่วมกิจกรรมกับ We2Blind เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 54
พี่เก๋ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ ไว้ละเอียดมากๆ อ่านแล้วก็ทำให้นึกไปถึง
ความรู้สึกดีๆ มิตรภาพ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และบรรยากาศในวันนั้น
เลยขออนุญาตพี่เก๋ นำมาแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ นะครับ
อ่านบทความแบบฉบับ Original ได้ที่ : บล๊อคบันทึกตาใน ของพี่เก๋ครับ
======= Original Message Starts Here ========
เรื่องนี้ยาวมาก ชดเชย ๑ เดือนที่หยุดเขียนไป เนื่องจากขณะนั้นไม่มีเรื่องบันดาลใจให้เขียน
แต่วันนี้มีเรื่องน่าสนใจ ประทับใจ ไม่อยากให้หายไปกับสายลมและกาลเวลา
.
เมื่อวานนี้ (วันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔) เก๋ได้ไปร่วมกิจกรรมอบรมอาสาสมัคร
อ่านหนังสือเสียงของกลุ่มอาสาสมัคร We2Blind คุณผู้อ่านอาจสงสัยว่า
อาสาสมัครกลุ่มนี้ทำอะไร เก๋จะเล่าให้อ่าน/ฟังพอสังเขปนะคะ
.
We2Blind เป็นกลุ่มอาสาสมัครกลุ่มใหม่โดยคนรุ่นใหม่ไฟแรง
จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการสร้างฐานอาสาสมัครเพื่อผลิตหนังสือเสียง
และทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เน้นส่งเสริมการศึกษาแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น (คนตาบอด)
และผู้ด้อยโอกาสทางสื่อสิ่งพิมพ์ อาสาสมัครกลุ่มนี้ต้องการจะสื่อให้บุคคลทั่วไปเห็นว่า
งานอาสาเป็นเรื่องสนุก และสามารถทำได้โดยไม่กระทบต่อหน้าที่การงาน
เป็นการกระตุ้นความสนใจของอาสาสมัครหน้าใหม่
รวมทั้งเป็นการเพิ่มโอกาสแก่ผู้พิการทางสายตาและผู้ด้อยโอกาสทางสื่อสิ่งพิมพ์
ให้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่
(อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.we2blind.com/about )
.
กิจกรรมเมื่อวานนี้เป็นการอบรมครั้งที่ ๓ จัดขึ้นที่ห้องปฏิบัติการทางภาษา 1 c ชั้น m
อาคารสนั่น เกตุทัต (อาคาร ๕) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ พี่ปอมกับเก๋ได้รับเชิญไปพูดในหัวข้อ
“แบ่งปันประสบการณ์การฟังหนังสือเสียงจากเพื่อนตาบอด” ให้เวลา ๑๕ นาที
.
ตอนแรกเมื่อเก๋ได้รับหัวข้อนี้กะว่าจะเล่าเท้าความตั้งแต่สมัยมัธยมปลายที่
ได้มีโอกาสเริ่มคลุกคลีกับหนังสือเสียง ข้อมูลอยู่ในสมองแล้ว
คงไม่ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ สบายๆ (ศัพท์สแลงวัยรุ่นเรียกว่า ชิวๆ)
แต่ก็เกรงจะพูดเพลินจนเกินเวลา จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ มกราคม
ทีมงานจึงส่งหัวข้อคำถาม ๔ คำถามมาให้เราช่วยควบคุมเวลาได้
แต่ก็ต้องปรับกระบวนการเตรียมข้อมูลเล็กน้อย คืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือเสียง
.
บางประเด็นพอจะตอบได้ไม่ยากนัก บางเรื่องทำการบ้านไว้ แต่พอถึงเวลาพูดจริงกลับลืมบท
ดีที่กู้ข้อมูลคืนสู่สมองได้ทันใช้งาน ระหว่างกู้ข้อมูลก็ผ่านอาการพูดติดขัด
และพูดจังหวะช้าลงกว่าที่เคย ฟังดูจะเน้นแทบทุกพยางค์มากไปหน่อย
(กลับมาฟังเสียงตนเองที่อัดไว้) บางประเด็นยังนึกไม่ออกในช่วงเตรียมการ
ก็อาศัยด้นสดตามแนวถนัด นิสิตเก่าวิชาโทวาทการเมื่อห่างหายเวทีไประยะหนึ่งก็จะมีอาการนี้
กลับมานั่งนึกทบทวนอีกทีก็สนุกดี อยากพูดโอกาสแบบนี้บ่อยๆ ให้หายติดหายสั่นกันไปเลย
ใช้บทเรียนนี้เป็นล้อหมุนชีวิตให้พัฒนาต่อไป ไม่ใช้เป็นลิ่มตอกอกให้ทุกข์ใจเปล่าๆ
ส่วนพี่ปอมครั้งนี้พูดคล่องกว่างานพบปะของกลุ่ม Thai Blind Twitter เสียอีก
.
เนื้อหาโดยสรุป ๔ ประเด็น ได้แก่
.
๑. หนังสือเสียงมีความสำคัญอย่างไร เมื่อวานนี้ได้ยินคำถามสดๆว่า
“หนังสือเสียงมีความสำคัญอย่างไรสำหรับคนตาบอด” หากจะกล่าวให้ครอบคลุม
นอกจากหนังสือเสียงจะสำคัญสำหรับคนตาบอดแล้ว ยังสำคัญสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ไม่รู้หนังสือ
ผู้บกพร่องทางการเรียนรู้ รวมเรียกว่า ผู้มีความบกพร่องทางการอ่านและการเห็น
ทำให้คนทุกกลุ่มดังกล่าวได้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้ เปิดประตูสู่โลกกว้าง เปิดหน้าต่างแห่งปัญญา
และการพักผ่อนหย่อนใจ (อ๋า! ถามความสำคัญ แต่ตอบประโยชน์)
ส่วนพี่ปอมตอบตรงประเด็นกว่า คือ คนตาบอดไม่สามารถเข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์ได้ด้วยตนเอง
จึงมีหนังสือเสียงเป็นตัวช่วยทำให้พวกเราเข้าถึงข้อมูล อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน
อ่านเนื้อหาแบบเดียวกันกับคนตาดี ได้ความรู้และความบันเทิงเหมือนๆกัน
หนังสือเสียงยังเป็นเพื่อนเมื่อยามไกลบ้าน (รวมทั้งยามเหงา เก๋เสริมเองนะ)
เป็นเพื่อนร่วมเดินทางเช่นเดียวกับคนตาดีที่พกหนังสือติดตัว อ่านได้ตามสะดวก
.
๒. หนังสือเสียงที่ดีควรเป็นอย่างไร
เสียงอ่านถูกต้องชัดเจนตามอักขรวิธี และควรมีความสม่ำเสมอ เช่น หนังสือเสียง ๑ เล่ม
มีผู้อ่านแบ่งบทกันอ่านหลายคน หากมีคำภาษาอังกฤษ ควรตกลงกันว่าจะสะกดคำหรือไม่
ความไม่สม่ำเสมอคือบางคนสะกดทุกคำ บางคนอ่านคำให้แต่ไม่สะกด
ความสม่ำเสมอจะทำให้หนังสือเสียงน่าฟังและมีความถูกต้อง
.
๓. ชอบหนังสือแนวไหน และคำถามสด คนตาบอดส่วนมากชอบหนังสือแนวไหน
คำถามนี้ตอบได้ทั้งแนวอัตวิสัยและภววิสัย ในที่นี้จะสรุปใจความสำคัญโดยกล่าวรวมๆ
แบบภววิสัยว่า “นานาจิตตัง” แต่ละคนก็ชอบหนังสือแตกต่างกันไป
บางคนก็ชอบฟังหลากหลายแนว บางคนก็ชอบแนวเฉพาะ เช่น สารคดี ท่องเที่ยว
สืบสวนสอบสวน นิยายจีน นิยายผี กวีนิพนธ์ การ์ตูน ธรรมะ เป็นต้น
คนตาดีชอบอ่านอะไร คนตาบอดก็ชอบอ่านแบบนั้น
.
๔. อยากจะฝากอะไรถึงอาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ
ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมทำให้คนตาบอดได้รับแสงสว่างทางปัญญา
สำหรับอาสาสมัครที่อ่านหนังสือเสียงครั้งแรกอาจรู้สึกเกร็งๆ กฎเกณฑ์ยุ่งยาก
จะเริ่มอ่านอย่างไรดี ผลงานจะออกมาดีหรือไม่ สิ่งนี้เป็นการฝึกทักษะความสามารถ
อีกรูปแบบหนึ่ง ฝึกฝนอ่านไปเรื่อยๆ จะดีเอง จะคล่องขึ้น
อยากจะให้คิดว่าเป็นการอ่านให้เพื่อนฟัง อ่านธรรมดาให้เป็นธรรมชาติ
.
หลังจากนั้น คุณศักดา สรรพปัญญาวงศ์ (คุณเอ) ได้สรุปเนื้อหาภาคเช้า
ที่คุณวิษณุ เอื้อชูเกียรติ อาสาสมัครผู้มากประสบการณ์ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้
คุณศักดาสรุปอย่างกระชับ เข้าใจง่ายให้ผู้ที่เพิ่งมาถึง (รวมทั้งเรา) และทุกคนได้ฟังกัน
สรุปด้วยคติการสอนเพลงเชียร์เป็นคำคล้องจอง ๕ ข้อ
“เนื้อคล่อง ทำนองชัด ซัดสายตา ลีลาดี มีเทคนิค”
.
“เนื้อคล่อง” สำหรับการอ่านหนังสือเสียงคือการออกเสียงให้ชัดเจน
คุณศักดาเล่าประสบการณ์ว่า ตนเป็นเซลส์แมน ตั้งแต่ได้มาอ่านหนังสือเสียงก็พูดชัด
ไปขายของที่ไหนก็ขายได้หมด เป็นผลพลอยได้จากการใช้เสียงทำดี
(คนที่พูดชัดมีเสน่ห์ตรงนี้แหละค่ะ)
.
“ทำนองชัด” ในที่นี้หมายถึงธรรมชาติในการออกเสียง อ่านหนังสือแนวไหน
ก็ให้เป็นธรรมชาติในแนวนั้น เช่น หนังสือแนวบันเทิงคดี
ถ้ารู้สึกสนุกขณะอ่านก็จะเกิดการแสดงสีหน้าท่าทางออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
หนังสือแนววิชาการ เนื้อหาจริงจัง ก็ควรมีความเป็นทางการ
.
“ซัดสายตา” ในที่นี้เป็นเรื่องของการปลดปล่อยธรรมชาติ
เมื่อเราอ่านเจอเนื้อหาอะไรแล้วมีความสุขตรงนั้น
ทุกอย่างจะแสดงออกไปทางเสียงทั้งหมด ซึ่งผู้ฟังสัมผัสได้
.
“ลีลาดี” และ “มีเทคนิค” (กล่าวโดยรวม) เช่น หนังสือบางเล่มบรรจุเนื้อเพลงลงไปด้วย
ผู้อ่านก็สามารถร้องเพลงออกมาได้เลย แทนที่จะอ่านธรรมดา
ถ้าผู้อ่านสนุก ผู้ฟังก็สนุกด้วย
.
หลังจากนั้น คุณศักดาสอนวิธีใช้โปรแกรมผลิตหนังสือเสียง obi
เป็นโปรแกรม open source คณะจัดการอบรมเล่าว่า
การเปิดอบรม ๒ ครั้งที่ผ่านมาใช้โปรแกรม My studio pc ซึ่งใช้ยาก (สำหรับคนตาดี)
และติดปัญหาลิขสิทธิ์ ครั้งนี้จึงลองเปลี่ยนมาใช้โปรแกรม obi
ถ้าจะเขียนอธิบายในครั้งนี้ก็จะยาวมาก ขอเวลาทำความเข้าใจอีกครั้ง
อาจจะเขียนถึงโปรแกรมนี้เป็นเรื่องแยกต่างหากในตอนต่อไป ถ้าหากคุณผู้อ่านใจร้อนอยากรู้ก่อน
ลองคลิกชมวิดีโอสาธิตการใช้โปรแกรม ๒ ตอน
วิดีโอนี้ไม่ได้ถ่ายทำจากบรรยากาศการอบรมนะคะ เขาทำแยกออกมาต่างหากค่ะ
http://we2blind.wordpress.com/videos
.
ข้ามมาที่เรื่องอาหารกลางวัน มีข้าวกล่องให้เลือก ๒ อย่าง ได้แก่ กะเพราทะเล
และหมูกระเทียมไข่ดาว เก๋เลือกอย่างหลังค่ะ เนื้อหมูอร่อย แต่ข้าวเยอะ กินข้าวไม่หมด
ได้ พบเจอพี่วิษณุ เอื้อชูเกียรติ กับพี่เปิ้ล จากชมรมอาสาสมัครเพื่อนคนตาบอด
เราเคยไปเที่ยววัดเล่งไน่ยี่ ๒ กับตลาดดอนหวายด้วยกันเมื่อเกือบ ๓ ปีที่ผ่านมา
.
เจอคุณกมลพร (น้องหนูข้าว) กับคุณพุทธศักดิ์ (คุณต่อ) เป็นครั้งที่ ๒
และสำหรับหนูข้าวได้ยินเสียงกันเป็นครั้งที่เท่าไหร่ลืมนับ
ขอบใจมากจ้ะที่ให้โอกาสพี่ได้มีส่วนร่วมในครั้งนี้ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ในโลกความจริง
แต่เคยได้ยินชื่อเสียงกันมาระยะหนึ่งแล้วในโลกเสมือนจริงอย่างทวิตเตอร์
คือพี่จุ๊บกับคุณด๋อย
.
ภาคบ่าย คุณศักดาพูดถึงข้อควรระวังในการอัดเสียง ได้แก่ เสียงลมของพยัญชนะบางตัว
เช่น ตัว พ การใช้ไมค์ ควรตั้งไมค์อยู่เหนือปากหรือใต้ปาก ไม่ควรตรงปากเกินไป
ระวังเสียงรบกวนรอบข้าง (เล่าเท่าที่จำได้) หลังจากนั้นแบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ๒ ห้อง
คือกลุ่มฝึกใช้โปรแกรมยังอยู่ในห้องบรรยายหลัก
ส่วนอีกกลุ่มเป็นผู้ผลิตหนังสือเสียงเพื่อพร้อมใช้งานจริง
มีผู้สนใจลงชื่ออาสาเป็นผู้กล้าในกลุ่มนี้ ๘ คน ย้ายไปบันทึกเสียงกันอีกห้องหนึ่ง
แล้วพี่ปอมกับเก๋ทำอะไรดีนะ…
เราก็ฟังเสียงหลายๆ เสียงฝึกซ้อมกันไปก่อน ครั้นจะไปอีกห้องก็เกรงใจ
ไม่อยากรบกวนการผลิตผลงาน
.
ระหว่างที่พี่ปอมไปเข้าห้องน้ำ มีคุณน้าคนหนึ่งเดินมาบอกเก๋ว่า “มาฟังให้หน่อยซิ่”
จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการฟังเสียงของผู้ฝึกใช้โปรแกรมทีละคน และให้คำแนะนำตามสมควร
มีเรื่องเกร็ดที่น่าสนใจ ประทับใจ และอยากจะเล่าให้อ่าน/ฟังกัน ดังนี้
เด็กสาวคนหนึ่งมีปัญหาการออกเสียง “ส” กับ “ร” ไม่ชัด อาการของ ส เหมือนคนเคยจัดฟัน
แต่เมื่อได้ถามแล้ว เธอบอกว่าไม่เคยจัดฟัน เก๋ฟังแล้วก็สอนเน้นการออกเสียง “ร”
สอนกันตรงนั้นจนฟังดีขึ้น
ถ้าฟังแล้วจับได้ว่าตรงไหนต้องแก้ก็บอกกันตรงๆ เช่น น้องคนหนึ่งออกเสียงคำว่า “กรุง” เป็น “กุง”
หญิงสาวคนหนึ่งชื่อเพชร เธอทำงานออกแบบ แม้ไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการใช้เสียง
แต่หน่วยก้านดี เสียงเพราะ ออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ เป็นผู้ประกาศข่าวได้สบาย
ชายหนุ่มคนหนึ่งให้เก๋ลองฟังส่วนหนึ่งของหนังสือเสียงที่ทดลองอัด เท่าที่สังเกตจากเสียง
เขายิ้มและเขินตลอดเวลา ทีแรกเขาไม่กล้าให้ฟัง “มันรั่วๆ นะครับ”
เก๋จึงบอกเขาว่า “รั่วๆ ก็จะฟังค่ะ” เมื่อฟังจบจึงบอกเขาไปตรงๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เราสังเกตได้
เขาไม่ปฏิเสธเลย และเล่าว่า “ปรกติคุมคนอื่นอัดเสียงมาตลอด” เก๋จึงได้โอกาสสัมภาษณ์ต่อ
“เจอความเขินของคนอื่นที่มาอัดเสียงแล้ว พอมาเป็นฝ่ายลงเสียงซะเอง รู้สึกยังไงคะ”
“หนักครับ”
ตอบแบบนี้ แต่ยังยิ้มได้ ถือว่าเก่งนะ อย่าเขินค่ะ
มีผู้หญิง ๒ คน ๒ วัยที่เสียงเหมาะกับเรื่องที่กำลังอ่าน
คือคุณน้าคนแรกที่อ่านเรื่องเกี่ยวกับความกตัญญู (นำหนังสือมาเอง)
เสียงเหมือนนักจัดรายการธรรมะ อีกคนเป็นสาวอายุ ๒๕ ปี ที่อ่านหนังสือโจทย์ที่กำหนดให้
“เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก เล่ม ๔” อ่านบท “หนูเป็นคนช่างสงสัย”
เสียงเธอเล็กเหมือนเด็ก เหมือนตัวละครผู้เล่าเรื่องหลุดออกมาจากหนังสือแล้วเล่าเรื่องให้ฟัง
บางคนอ่านดีไม่มีที่ติ ทั้งเสียง คำ จังหวะไม่ช้าและไม่เร็วเกินไป
อีกรายคือพี่เรืองแสง ไม่ได้ถามเกี่ยวกับหนังสือเสียง แต่สงสัยว่า
คนตาบอดอ่าน facebook กับ twitter ได้อย่างไร คีย์บอร์ดต้องมีอักษรเบรลล์ไหม
และสนใจบล็อกเราอีกด้วย สองคำถามแรกเป็นคำถามยอดนิยม แต่ก็ไม่เบื่อที่จะตอบ
เพราะเขาไม่รู้จึงถาม
เก๋รู้สึกสุขใจและอิ่มเอมใจที่ได้มีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้
เป็นของขวัญหลังตรุษจีนที่มีค่าทางจิตใจยิ่งกว่าอั่งเปาซองใด
ขอบคุณ We2Blind มาก ๆ ค่ะ ถ้ามีอะไรที่พวกเราช่วยได้ก็บอกนะ
.
======= Original Message Ends Here ========
เป็นยังไงบ้างครับ… สำหรับผม อ่านแล้ว “หัวใจพองโต” ตลอดเวลาเลย
พี่เก๋ ยังมีบันทึก และโพสที่น่าสนใจอีกมาก อย่าลืมแวะเวียนไปเยี่ยมที่ บล๊อคบันทึกตาใน นะครับ
.











